วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

จูฬสีหนาทสูตร

๑๑ . จูฬสีหนาทสูตร

สูตรว่าด้วยการบรรลือสีหนาทเล็ก

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชวตนาราม ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า สมณะที่ ๑ ถึงที่ ๔ ( โสดาบัน ถึงอรหันต์ ) มีเฉพาะในธรรมวินัยนี้เท่านั้น ลัทธิอื่นว่างจากสมณะเหล่านี้. ท่านทั้งหลายพึงบรรลือสีหนาทโดยชอบนี้เถิด. ๒. ตรัสต่อไปว่า ถ้านักบวชลัทธิอื่นถามถึงเหตุผลที่กล่าวอย่างนี้ ก็พึงอ้างความเลื่อมใสในศาสดาในธรรม การทำให้สมบูรณ์ในศีล และอ้างผู้ร่วมประพฤติธรรม ซึ่งเป็นที่รักพอใจทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ถ้าเขาอ้างว่าในลัทธิของเขาก็มีเหมือนกัน จะมีอะไรทำให้ต่างกัน ก็พึงถามว่า ความสำเร็จ ( สูงสุด ) ของท่านมีอย่างเดียวหรือหลายอย่าง ถ้าจะตอบให้ชอบ เขาก็ควรตอบว่า มีอย่างเดียว พึงถามต่อไปว่า ความสำเร็จนั้น ๆ สำหรับผู้มีราคะ โทสะ โมหะ และกิเลสอื่น ๆ อีก หรือว่าสำหรับผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ และกิเลสอื่น ๆ ถ้าจะตอบให้ชอบ เขาก็ควรตอบว่า สำหรับผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ และกิเลสอื่น ๆ. ๓ ตรัสถึงภวทิฏฐิ (ความเห็นยึดเรื่องความมีความเป็น ) วิภวทิฏฐิ ( ความเห็นยึดความไม่มีไม่เป็น ) สมณพราหมณ์ผู้ติดอย่างหนึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่ออีกอย่างหนึ่ง ถ้าไม่รู้เท่าทันตามเป็นจริง เรากล่าวว่าจะไม่หมดกิเลส ไม่พ้นไปจากความแก่ความตายและความทุกข์ ได้. ต่อเมื่อรู้เท่าทันตามเป็นจริง จึงหมดกิเลส และพ้นไปจากความแก่ความตายและความทุกข์ได้. ๔. ทรงแสดงอุปาทาน ( ความยึดมั่นถือมั่น ) ๔ อย่าง คือความยึดมั่นในกาม , ทิฏฐิ , ศีลพรต (ข้อปฏิบัติประจำลัทธิ พิธี ) และวาทะว่าตัวตน แล้วตรัสถึงสมณพราหมณ์บางพวก ที่ปฏิญญาตนว่า กล่าวถึงการกำหนดรู้อุปาทานทั้งปวง แต่ก็ไม่บัญญัติการกำหนดรู้อุปาทานทั้งปวงจริง คงบัญญัติอย่างเดียวบ้าง ๒ อย่างบ้าง ๓ อย่างบ้าง ขาดไป ๓ อย่าง ๒ อย่างบ้าง อย่างเดียวบ้าง ( คืออุปาทานมี ๔ เมื่อบัญญัติการกำหนดรู้เพียงอย่างเดียว ก็ขาดไป ๓ อย่าง บัญญัติการกำหนดรู้เพียง ๒ อย่าง ก็ขาดไป ๒ อย่าง และบัญญัติการกำหนดรู้เพียง ๓ อย่าง ก็ขาดไปอย่างหนึ่ง ไม่สมบูรณ์ได้ ) ความเลื่อมใสในธรรมวินัยในศาสดา เป็นต้น จึงไม่ถึงความดีเลิศ ( สัมมัคคตะ ) เพราะข้อนั้นเป็นไปในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ไม่ดี. ๕. ครั้นแล้วตรัสถึงอุปาทาน ๔ ว่าเกิดจากตัญหา , ตัญหาเกิดจากเวทนา , เวทนาเกิดจากผัสสะ , ผัสสะเกิดจากอายตนะ ๖ , อายตนะ ๖ เกิดจากรูปนาม , นามรูปเกิดจากวิญญาณ , วิญญาณเกิดจากสังขาร , สังขารเกิดจากอวิชชา , เมื่อละอวิชชาได้ วิชชาก็เกิดขึ้น จึงทำให้ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานทั้งสี่ เมื่อไม่มีอุปาทานก็ไม่ดิ้นรน เมื่อไม่ดิ้นรน ย่อมดับสนิท ( ปรินิพพาน ) เฉพาะตน สิ้นชาติ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อเป็นอย่างนี้อีก . ( คำอธิบายศัพท์ในข้อ ๕ นี้ มีอยู่แล้วในสัมมาทิฏฐิสูตรที่ ๙ พระสุตตันตะเล่มที่ ๔ หน้า ๑ ซึ่งย่อมาแล้ว).

http://www.larnbuddhism.com/tripitaka/prasuttanta/4.2.html
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น