วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ธรรมปทสูตร

ธรรมปทสูตร
             [๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บทธรรม ๔ ประการนี้ บัณฑิตสรรเสริญ
ว่าเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นประเพณีของพระอริยะเป็นของเก่า ไม่กระจัด
กระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย บัณฑิตย่อมไม่รังเกียจ และจักไม่รังเกียจ
อันวิญญูชนทั้งสมณะและพราหมณ์ไม่เกลียด บทธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ
บทธรรมคืออนภิชฌา ๑
บทธรรมคืออพยาบาท ๑
บทธรรมคือสัมมาสติ ๑
บทธรรมคือสัมมาสมาธิ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บทธรรม ๔ ประการนี้แล บัณฑิต
สรรเสริญว่าเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นประเพณีของพระอริยะเป็นของเก่า
ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย นักปราชญ์ย่อมไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ
วิญญูชนทั้งสมณะและพราหมณ์ไม่เกลียด ฯ
                          บุคคลไม่พึงเป็นผู้มากไปด้วยความเพ่งเล็ง มีใจไม่พยาบาท
                          มีสติ มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งตั้งมั่นด้วยดีในความเป็นกลางอยู่ ฯ
จบสูตรที่ ๙
 
 
 
*อนภิชฌา ไม่โลภอยากได้ของเขา
*อพยาบาท ความหมายคือ ความไม่คิดร้าย , ไม่พยาบาทปองร้ายเขา , มีเมตตา
*สัมมาสติ คือการมีสติกำหนดระลึกรู้อยู่เป็นนิจว่า กำลังทำอะไรอยู่
*สัมมาสมาธิ แปลว่า สมาธิชอบ คือความตั้งใจมั่นโดยถูกทาง โดยการที่กุศลจิตมีอารมณ์เป็นอัน เดียว

อริยวังสสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยอริยวงศ์ ๔ ประการนี้ ถึงแม้อยู่ใน
ทิศตะวันออก เธอย่อมครอบงำความไม่ยินดีเสียได้ ความไม่ยินดีย่อมไม่ครอบงำ
เธอได้ ถึงแม้เธออยู่ในทิศตะวันตก ... ในทิศเหนือ ... ในทิศใต้ เธอ
ก็ย่อมครอบงำความไม่ยินดีเสียได้ ความไม่ยินดีย่อมไม่ครอบงำเธอได้ ข้อนั้น
เพราะเหตุไร เพราะเธอเป็นธีรชนครอบงำความไม่ยินดีและความยินดีได้ ฯ
                          ความยินดีย่อมครอบงำธีรชนไม่ได้ ความไม่ยินดีไม่อาจ
                          ครอบงำ*ธีรชน ธีรชนย่อมครอบงำความไม่ยินดีได้ เพราะ
                          ธีรชนเป็นผู้ครอบงำความไม่ยินดี กิเลสอะไรจะมากั้นกาง
                          บุคคลผู้บรรเทากิเลสเสียได้ มีปรกติละกรรมทั้งปวงได้เด็ดขาด
                          ใครควรเพื่อจะติเตียนบุคคลนั้นผู้เป็นประดุจแท่งทองชมพูนุท
                          แม้เทวดาก็เชยชม แม้พรหมก็สรรเสริญ ฯ

อริยวังสสูตรhttp://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=21&A=714&Z=766
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/
*ธีร, ธีระ
ความหมาย

[ทีระ] น. นักปราชญ์. ว. ฉลาด, ไหวพริบ, มีปัญญา, ชํานาญ. (ป.); มั่นคง, แข็งแรง. (ส.).

วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อวิชชาวิชชาสูตร

อวิชชาวิชชาสูตร
[๑๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อวิชชาเป็นประธานแห่งการเข้าถึงอกุศลธรรม ทั้งหลาย ความไม่ละอายบาป ความไม่กลัวบาป เป็นของมีมาตามอวิชชานั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีอวิชชาไม่เห็นแจ้ง ย่อมมีความเห็นผิด ผู้มีความเห็น ผิด ย่อมมีความดำริผิด ผู้มีความดำริผิด ย่อมมีวาจาผิด ผู้มีวาจาผิด ย่อมมีการ งานผิด ผู้มีการงานผิด ย่อมมีการเลี้ยงชีพผิด ผู้มีการเลี้ยงชีพผิด ย่อมมีความ พยายามผิด ผู้มีความพยายามผิด ย่อมมีความระลึกผิด ผู้มีความระลึกผิด ย่อมมีความตั้งใจผิด ผู้มีความตั้งใจผิด ย่อมมีความรู้ผิด ผู้มีความรู้ผิด ย่อมมี ความหลุดพ้นผิด ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิชชาเป็นประธานแห่งการเข้าถึงกุศลธรรมทั้งหลาย หิริและโอตตัปปะเป็นของมีมาตามวิชชานั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีวิชชา เห็นแจ้ง ย่อมมีความเห็นชอบ ผู้มีความดำริชอบ ย่อมมีวาจาชอบ ผู้มีวาจาชอบ ย่อมมีการงานชอบ ผู้มีการงานชอบ ย่อมมีการเลี้ยงชีพชอบ ผู้มีการเลี้ยงชีพชอบ ย่อมมีความพยายามชอบ ผู้มีความพยายามชอบ ย่อมมีความระลึกชอบ ผู้มีความ ระลึกชอบ ย่อมมีความตั้งใจชอบ ผู้มีความตั้งใจชอบ ย่อมมีความรู้ชอบ ผู้มี ความรู้ชอบ ย่อมมีความหลุดพ้นชอบ ฯ
จบสูตรที่ ๕

อาชินสูตร

 http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=24&A=5350&Z=5422&pagebreak=0
[๑๑๖] ครั้งนั้นแล ปริพาชกชื่อว่าอาชินะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน
ไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เพื่อนพรหมจรรย์ของข้าพเจ้าทั้งหลายชื่อว่าบัณฑิต เพราะ
คิดจิตตุปบาทได้ ๕๐๐ ดวง ซึ่งเป็นเครื่องซักถามอัญญเดียรถีย์ทั้งหลาย อัญญ-
*เดียรถีย์ทั้งหลายเป็นผู้ถูกข่มขี่แล้ว รู้ตัวว่าถูกข่มขี่ ฯ
             ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายทรงจำเหตุแห่งความเป็นบัณฑิตได้หรือไม่ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค กาลนี้เป็นกาลควร ข้าแต่พระสุคต กาลนี้เป็นกาลควร
ที่พระผู้มีพระภาคพึงทรงภาษิต ภิกษุทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค
แล้วจักทรงจำไว้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น เธอ
ทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมข่มขี่
บีบคั้นวาทะอันไม่เป็นธรรมด้วยวาทะอันไม่เป็นธรรม และย่อมยังบริษัทผู้ไม่
ประกอบด้วยธรรมให้ยินดีด้วยวาทะอันไม่เป็นธรรม บริษัทผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม
นั้น ย่อมสรรเสริญเสียงเอ็ดอึงเพราะวาทะอันไม่เป็นธรรมนั้นว่า ดูกรท่านผู้เจริญ
ท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตหนอ ดูกรท่านผู้เจริญ ท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตหนอ ฯ
             อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมข่มขี่บีบคั้นวาทะที่เป็นธรรมด้วยวาทะ
ที่ไม่เป็นธรรม และย่อมยังบริษัทผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม ให้ยินดีด้วยวาทะที่ไม่
เป็นธรรม บริษัทผู้ไม่ประกอบด้วยธรรมนั้น ย่อมสรรเสริญเสียงเอ็ดอึงเพราะ
วาทะอันไม่เป็นธรรมนั้นว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตหนอ ดูกรท่าน
ผู้เจริญ ท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตหนอ ฯ
             อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมข่มขี่บีบคั้นวาทะที่เป็นธรรมและวาทะ
ที่ไม่เป็นธรรมด้วยวาทะที่ไม่เป็นธรรม และย่อมยังบริษัทผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม
ให้ยินดีด้วยวาทะไม่เป็นธรรม บริษัทผู้ไม่ประกอบด้วยธรรมนั้น ย่อมสรรเสริญ
เสียงเอ็ดอึงเพราะวาทะอันไม่เป็นธรรมนั้นว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ท่านผู้นี้เป็น
บัณฑิตหนอ ดูกรท่านผู้เจริญ ท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตหนอ ฯ
             อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมข่มขี่บีบคั้นวาทะที่ไม่เป็นธรรมด้วย
วาทะที่เป็นธรรม และย่อมยังบริษัทผู้ไม่ประกอบด้วยธรรมให้ยินดีด้วยวาทะที่
เป็นธรรม บริษัทผู้ไม่ประกอบด้วยธรรมนั้น ย่อมสรรเสริญเสียงเอ็ดอึงเพราะ
วาทะอันเป็นธรรมนั้นว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตหนอ ดูกร
ท่านผู้เจริญ ท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตหนอ ฯ
             อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมข่มขี่บีบคั้นวาทะที่เป็นธรรมด้วยวาทะ
ที่เป็นธรรม และย่อมยังบริษัทผู้ประกอบด้วยธรรมให้ยินดีด้วยวาทะที่เป็นธรรม
บริษัทผู้ประกอบด้วยธรรมนั้น ย่อมสรรเสริญเสียงเอ็ดอึงเพราะวาทะที่เป็นธรรม
นั้นว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตหนอ ดูกรท่านผู้เจริญ ท่านผู้นี้เป็น
บัณฑิตหนอ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเห็นผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความเห็นชอบ
เป็นสิ่งที่เป็นธรรม อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะความเห็นผิด
เป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญ
บริบูรณ์เพราะความเห็นชอบเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความดำริผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความดำริชอบ
เป็นสิ่งที่เป็นธรรม ... ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย การเจรจาผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม การเจรจาชอบ
เป็นสิ่งที่เป็นธรรม ... ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย การงานผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม การงานชอบเป็นสิ่ง
ที่เป็นธรรม ... ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย การเลี้ยงชีพผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม การเลี้ยงชีพชอบ
เป็นสิ่งที่เป็นธรรม ... ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพยายามผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความพยายาม
ชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม ... ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความระลึกผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความระลึกชอบ
เป็นสิ่งที่เป็นธรรม ... ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตั้งใจผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความตั้งใจชอบ
เป็นสิ่งที่เป็นธรรม ... ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความรู้ผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความรู้ชอบเป็นสิ่งที่
เป็นธรรม ... ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพ้นผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความพ้นชอบเป็น
สิ่งที่เป็นธรรม อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะความพ้นผิดเป็น
ปัจจัย เป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญ
บริบูรณ์ เพราะความพ้นชอบเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สิ่งที่ไม่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นธรรมบุคคลควรทราบ สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์และ
สิ่งที่เป็นประโยชน์บุคคลควรทราบ ครั้นทราบสิ่งที่ไม่เป็นธรรม และสิ่งที่เป็นธรรม
สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้ว พึงปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นธรรม
ตามสิ่งที่เป็นประโยชน์ คำที่เรากล่าวดังนี้นั้น เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยเหตุนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๔


ภาวิตสูตร

ภาวิตสูตรที่ ๔
[๑๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เว้นจากสุคตวินัยแล้วย่อมไม่มี ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือสัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาวิมุติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เว้นจากสุคตวินัยแล้วย่อมไม่มี ฯ
จบสูตรที่ ๙

สาธุสูตร

สาธุวรรคที่ ๔
สาธุสูตร
[๑๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี แก่เธอ ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ สิ่งที่ไม่ดีเป็นไฉน มิจฉาทิฐิ ความเห็นผิด มิจฉาสังกัปปะ ความดำริผิด มิจฉาวาจา เจรจาผิด มิจฉากัมมันตะ การงานผิด มิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีพผิด มิจฉาวายามะ ความพยายามผิด มิจฉาสติ ระลึกผิด มิจฉาสมาธิ ตั้งใจผิด มิจฉาญาณะรู้ผิด มิจฉาวิมุติ ความหลุดพ้นผิด นี้เรียกว่าสิ่งที่ไม่ดี ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ก็สิ่งที่ดีเป็นไฉน สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ ความ ดำริชอบ สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ การงานชอบ สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ สัมมาสติ ระลึกชอบ สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ สัมมาญาณะ ความรู้ชอบ สัมมาวิมุติ ความหลุดพ้นชอบ นี้เรียกว่าสิ่งที่ดี ฯ
จบสูตรที่ ๑

อริยธรรมสูตร

 ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอริยธรรมและอนริยธรรม แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ อนริยธรรมเป็นไฉน มิจฉาทิฐิ ฯลฯ มิจฉาวิมุติ นี้เรียกว่าอนริยธรรม ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็อริยธรรมเป็นไฉน สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาวิมุติ นี้เรียกว่า อริยธรรม ฯ
 
จบสูตรที่ ๒
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=24&A=5671&Z=5678

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

พหุธาตุกสูตร

[๒๓๕] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยไม่ว่า ชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต อุปัทวะไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้น แต่บัณฑิต อุปสรรคไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไฟลุกลามแล้วแต่เรือน ไม้อ้อ หรือเรือนหญ้า ย่อมไหม้ได้กระทั่งเรือนยอดที่โบกปูน มีบานประตูสนิท ปิดหน้าต่างไว้ ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภัยไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต อุปัทวะไม่ ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต อุปสรรคไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดนั้นย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่ เกิดขึ้นแต่บัณฑิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดังนี้แล คนพาลจึงมีภัยเฉพาะหน้า บัณฑิต ไม่มีภัยเฉพาะหน้า คนพาลจึงมีอุปัทวะ บัณฑิตไม่มีอุปัทวะ คนพาลจึงมีอุปสรรค บัณฑิตไม่มีอุปสรรค ภัย อุปัทวะ อุปสรรค ไม่มีแต่บัณฑิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแล พวกเธอพึงศึกษาไว้อย่างนี้เถิดว่า จักเป็นบัณฑิต ฯ [๒๓๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ได้ทูล พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จะควรเรียกว่าภิกษุเป็นบัณฑิต มี ปัญญาพิจารณา ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เพราะภิกษุเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท และฉลาดในฐานะและอฐานะ ดูกร อานนท์ ด้วยเหตุเท่านี้แล จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุเป็นบัณฑิต มีปัญญาพิจารณา ฯ [๒๓๗] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดใน ธาตุ ด้วยเหตุเท่าไร ฯ พ. ดูกรอานนท์ ธาตุนี้มี ๑๘ อย่างแล ได้แก่ ธาตุคือจักษุ ธาตุคือรูป ธาตุคือจักษุวิญญาณ ธาตุคือโสต ธาตุคือเสียง ธาตุคือโสตวิญญาณ ธาตุคือฆานะ ธาตุคือกลิ่น ธาตุคือฆานวิญญาณ ธาตุคือชิวหา ธาตุคือรส ธาตุคือชิวหาวิญญาณ ธาตุคือกาย ธาตุคือโผฏฐัพพะ ธาตุคือกายวิญญาณ ธาตุคือมโน ธาตุคือธรรมารมณ์ ธาตุคือมโนวิญญาณ ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล ธาตุ ๑๘ อย่าง ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้ อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ [๒๓๘] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า ภิกษุ ผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีไหม ฯ พ. ดูกรอานนท์ มี ธาตุนี้มี ๖ อย่าง ได้แก่ ธาตุคือดิน ธาตุคือน้ำ ธาตุคือไฟ ธาตุคือลม ธาตุคืออากาศ ธาตุคือวิญญาณ ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล ธาตุ ๖ อย่าง แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาด ในธาตุ ฯ [๒๓๙] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ พ. ดูกรอานนท์ มี ธาตุนี้มี ๖ อย่าง ได้แก่ ธาตุคือสุข ธาตุคือทุกข์ ธาตุคือโสมนัส ธาตุคือโทมนัส ธาตุคืออุเบกขา ธาตุคืออวิชชา ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล ธาตุ ๖ อย่าง แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุ ผู้ฉลาดในธาตุ ฯ [๒๔๐] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ พ. ดูกรอานนท์ มี ธาตุนี้มี ๖ อย่าง ได้แก่ ธาตุคือกาม ธาตุคือ เนกขัมมะ ธาตุคือพยาบาท ธาตุคือความไม่พยาบาท ธาตุคือความเบียดเบียน ธาตุคือความไม่เบียดเบียน ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล ธาตุ ๖ อย่าง แม้ด้วยเหตุ ที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ [๒๔๑] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ พ. ดูกรอานนท์ มี ธาตุนี้มี ๓ อย่าง ได้แก่ ธาตุคือกาม ธาตุคือรูป ธาตุคืออรูป ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล ธาตุ ๓ อย่าง แม้ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ [๒๔๒] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ พ. ดูกรอานนท์ มี ธาตุนี้มี ๒ อย่าง คือ สังขตธาตุ อสังขตธาตุ ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล ธาตุ ๒ อย่าง แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ [๒๔๓] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาด ในอายตนะ ด้วยเหตุเท่าไร ฯ พ. ดูกรอานนท์ อายตนะทั้งภายในและภายนอกนี้ มีอย่างละ ๖ แล คือ จักษุและรูป โสตและเสียง ฆานะและกลิ่น ชิวหาและรส กายและ โผฏฐัพพะ มโนและธรรมารมณ์ ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล อายตนะทั้งภายใน และภายนอกอย่างละ ๖ แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุ ผู้ฉลาดในอายตนะ ฯ [๒๔๔] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาด ในปฏิจจสมุปบาท ด้วยเหตุเท่าไร ฯ พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เมื่อเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี เพราะเหตุนี้เกิดขึ้น ผลนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อเหตุนี้ไม่มี ผลนี้จึงไม่มี เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะ สังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส อย่างนี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ แต่เพราะอวิชชานั่นแลดับด้วย วิราคะไม่มีส่วนเหลือจึงดับสังขารได้ เพราะสังขารดับจึงดับวิญญาณได้ เพราะ วิญญาณดับจึงดับนามรูปได้ เพราะนามรูปดับจึงดับสฬายตนะได้ เพราะสฬายตนะ ดับจึงดับผัสสะได้ เพราะผัสสะดับจึงดับเวทนาได้ เพราะเวทนาดับจึงดับตัณหาได้ เพราะตัณหาดับจึงดับอุปาทานได้ เพราะอุปาทานดับจึงดับภพได้ เพราะภพดับ จึงดับชาติได้ เพราะชาติดับจึงดับชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสได้ อย่างนี้เป็นความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ดูกรอานนท์ ด้วยเหตุ เท่านี้แล จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฯ [๒๔๕] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาด ในฐานะและอฐานะ ด้วยเหตุเท่าไร ฯ พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย ทิฐิ ๑- พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชน พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความ เป็นของเที่ยง นั้นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็น สุขนั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม @๑. ในอรรถกถา ท่านหมายถึงพระโสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฐิ ด้วยทิฐิ พึงเข้าใจธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงเข้าใจธรรมใดๆ โดยความ เป็นอัตตา นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตมารดา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ มีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิตมารดาได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตบิดา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ มีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิตบิดาได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตพระอรหันต์ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิตพระอรหันต์ได้ นั่นเป็นฐานะ ที่มีได้ ฯ (๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ มีจิตคิดประทุษร้าย พึงทำโลหิตแห่งตถาคตให้ห้อขึ้น นั่นเป็นฐานะ ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนมีจิตคิดประทุษร้าย พึงทำโลหิตแห่งตถาคตให้ห้อขึ้นได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ พึงทำลายสงฆ์ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ มีได้แล คือ ปุถุชนพึงทำลายสงฆ์ได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๙) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ จะพึงมุ่งหมายศาสดาอื่น นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ มีได้แล คือ ปุถุชนจะพึงมุ่งหมายศาสดาอื่นได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๑๐) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ พระอรหันต- *สัมมาสัมพุทธ ๒ พระองค์ พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง กัน นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ พระอรหันต- *สัมมาสัมพุทธพระองค์เดียว พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียว นั่นเป็นฐานะ ที่มีได้ ฯ (๑๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ พระเจ้า จักรพรรดิ ๒ องค์ พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลังกัน นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ พระเจ้าจักรพรรดิ พระองค์เดียว พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียว นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๑๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรี พึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็น ฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ นั่นเป็นฐานะ ที่มีได้ ฯ (๑๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรี พึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ มีได้แล คือ บุรุษพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๑๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรีพึงสำเร็จ เป็นท้าวสักกะ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงสำเร็จเป็นท้าวสักกะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๑๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือสตรีพึงสำเร็จ เป็นมาร นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษ พึงสำเร็จเป็นมาร นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๑๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือสตรีพึงสำเร็จ เป็นพรหม นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงสำเร็จเป็นพรหม นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๑๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่ง กายทุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งกายทุจริต พึงเกิดเป็นที่ ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๑๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งวจี- *ทุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งวจีทุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่า ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๑๙) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งมโน- *ทุจริตพึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งมโนทุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่า ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๒๐) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งกาย- *สุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะ ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งกายสุจริต พึงเกิด เป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๒๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งวจี- *สุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะ ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งวจีสุจริต พึงเกิด เป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๒๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งมโน- *สุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะ ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะที่มีได้แล คือ วิบากแห่งมโนสุจริต พึง เกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๒๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่ง พร้อมด้วยกายทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกายทุจริตนั้น เป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายทุจริตเมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกายทุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๒๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่ง พร้อมด้วยวจีทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะวจีทุจริตนั้น เป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะวจีทุจริตนั้นเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๒๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่ง พร้อมด้วยมโนทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะมโนทุจริต นั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะมโนทุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๒๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่ง พร้อมด้วยกายสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะ กายสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็น ฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ เพราะกายสุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๒๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อม ด้วยวจีสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะวจีสุจริต นั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะ วจีสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ (๒๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อม ด้วยมโนสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะ มโนสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็น ฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ เพราะมโนสุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ ดูกรอานนท์ ด้วยเหตุเท่านี้แล จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ และอฐานะ ฯ [๒๔๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ ได้ทูล พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่น่าเป็นไปได้เลย ธรรมบรรยายนี้ชื่อไร พระพุทธเจ้าข้า ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เพราะเหตุนั้นแล เธอจงจำธรรมบรรยายนี้ไว้ ว่าชื่อ พหุธาตุก (ชุมนุมธาตุมากอย่าง) บ้าง ว่าชื่อจตุปริวัฏฏ (แสดงอาการเวียน ๔ รอบ) บ้าง ว่าชื่อธรรมาทาส (แว่นส่องธรรม) บ้าง ว่าชื่ออมตทุนทุภี (กลองบันลืออมฤต) บ้าง ว่าชื่ออนุตตรสังคามวิชัย (ความชนะสงครามอย่างไม่มีความชนะอื่นยิ่งกว่า) บ้าง ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ
จบ พหุธาตุกสูตร ที่ ๕
-----------------------------------------------------


เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ บรรทัดที่ ๓๔๓๒ - ๓๖๔๖. หน้าที่ ๑๔๕ - ๑๕๓.

วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อรกานุสาสนีสูตร

๑๐. อรกานุสาสนีสูตร
         [๗๑]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เรื่องเคยมีมาแล้ว    ศาสดาชื่อ
อรกะ  เป็นเจ้าลัทธิ   ปราศจากความกำหนัดในกาม  ก็อรกศาสดานั้น
มีสาวกหลายร้อยคน    เธอแสดงธรรมแก่สาวกอย่างนี้ว่า      ดูก่อน
พราพมณ์   ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายน้อยนิดหน่อย   รวดเร็ว   มีทุกข์
มาก   มีความคับแค้นมาก   จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา    ควรกระทำ
กุศล    ควรประพฤติพรหมจรรย์    เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย
ไม่มี   ดูก่อนพราหมณ์   หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า   เมื่ออาทิตย์ขึ้นมา
ย่อมแห้งหายไปได้เร็ว   ไม่ตั้งอยู่นาน    แม้ฉันใด   ชีวิตมนุษย์ทั้งหลาย
เปรียบเหมือนหยาดน้ำค้างฉันนั้นเหมือนกัน    นิดหน่อย    รวดเร็ว
ทุกข์ยาก   มีความคับแค้นมาก   จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา   ควร
กระทำกุศล    ควรประพฤติพรหมจรรย์    เพราะสัตว์ที่เกิดแล้วจะ
ไม่ตายไม่มี.
         ดูก่อนพราหมณ์   เมื่อฝนตกหนัก   หนาเม็ด   ฟองน้ำย่อมแตก
เร็ว  ตั้งอยู่ไม่นาน  แม้ฉันใด  ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย  เปรียบเหมือน
ฟองน้ำ  ฉันนั้นเหมือนกัน  นิดหน่อย  รวดเร็ว  มีทุกข์มาก  มีความ
คับแค้นมาก    จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา  ควรกระทำกุศล   ควร
ประพฤติพรหมจรรย์   เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี.
         ดูก่อนพราหมณ์  รอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำ  ย่อมกลับเข้าหากัน
เร็ว  ไม่ตั้งอยู่นาน  แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือน
รอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำฉันนั้นเหมือนกัน.....
 ดูก่อนพราหมณ์  แม่น้ำไหลลงจากภูเขา ไหลไปไกล  กระแส
เชี่ยวพัดไปซึ่งสิ่งที่พอจะพัดไปได้    ไม่มีระยะเวลาหรือชั่วครู่ที่มัน
จะหยุด  แต่ที่แท้แม่น้ำนั้นมีแต่ไหลเรื่อยไปถ่ายเดียว  แม้ฉันใด ชีวิต
ของมนุษย์ทั้งหลาย   เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขา  ฉันนั้น
เหมือนกัน....
         ดูก่อนพราหมณ์    บุรุษมีกำลัง    อมก้อนเขฬะไว้ที่ปลายลิ้น
แล้วพึงถ่มไปโดยง่ายดาย   แม้ฉันใด  ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย  เปรียบ
เหมือนก้อนเขฬะ.  นั้นเหมือนกัน....
         ดูก่อนพราหมณ์   ชิ้นเนื้อที่ใส่ไว้ในกะทะเหล็ก   ไฟเผาตลอด
ทั้งวัน   ย่อมจะย่อยยับไปรวดเร็ว  ไม่ตั้งอยู่นาน  แม้ฉันใด   ชีวิตของ
มนุษย์ทั้งหลาย   เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ  ฉันนั้นเหมือน....
         ดูก่อนพราหมณ์   แม่โคที่จะถูกเชือด    ที่เขานำไปสู่ที่ฆ่า
ย่อมก้าวเท้าเดินไปใกล้ที่ฆ่า   ใกล้ความตาย   แม้ฉันใด  ชีวิตของ
มนุษย์ทั้งหลาย  เปรียบเหมือนแม่โคที่จะถูกเชือด ฉันนั้นเหมือนกัน
นิดหน่อย  รวดเร็ว   มีทุกข์มาก   มีความคับแค้นมาก  จะพึงถูกต้อง
ได้ด้วยปัญญา   ควรกระทำกุศล   ควรประพฤติพรหมจรรย์  เพราะ
สัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี.
http://www.dhammahome.com/front/webboard/show.php?id=13212

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ภยเภรวสูตร

สูตรว่าด้วยความกลัวและสิ่งที่กลัว
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม . ชาณุสโสณิพราหมณ์เข้าไปเฝ้า กราบทูลสรรเสริญว่าทรงเป็นหัวหน้า เป็นผู้มีอุปการะมาก เป็นผู้แแนะนำกุลบุตรที่ออกบวชอุทิศพระองค์. แล้วกราบทูลต่อไปว่า เสนาสนะอันสงัดอันตั้งอยู่ในป่าและราวป่า อดทนได้ยาก. ความสงัดความเป็นผู้อยู่ผู้เดียวทำได้ยาก ยินดีได้ยาก ประหนึ่งว่าป่าจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย.  พระผู้มีพระภาคตรัสรับว่าเมื่อก่อนตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ก็ทรงเคยคิดถึงเสนาสนะป่าเช่นนั้น แล้วได้ทรงแสดงความคิดของพระองค์ก่อนตรัสรู้ ( ๑๖ ข้อที่เกี่ยวกับเสนาสนะป่า )  ดังต่อไปนี้ :- ( ข้อ ๑ ถึง ๑๖ ) ทรงคิดว่า สมณพราหมณ์บางพวก๑. มีการงานทางกายไม่บริสุทธิ์๒. มีการงานทางวาจาไม่บริสุทธิ์ ๓. มีการงานทางใจไม่บริสุทธิ์ ๔. มีอาชีพไม่บริสุทธิ์ ๕. มีความอยากได้ มีราคากล้าในกาม ๖. มีจิตพยาบาท ๗. มีความหดหู่ง่วงงุนรัดรึงจิต ๘. มีจิตไม่สงบ ๙. มีความลังเลสงสัย ๑๐. เป็นผู้ยกตน, ข่มผู้อื่น ๑๑. เป็นผู้สะดุ้งหวาดกลัว ๑๒. ใคร่ลาภสักการะชื่อเสียง ๑๓. เกียจคร้าน มีความเพียรเลว ๑๔. หลงลืมตน ๑๕. มีจิตไม่ตั้งมั่น หมุ่นไปผิด๑๖. มีปัญญาทราม น้ำลายไหลเวลาพูด . สมณพราหมณ์เหล่านี้เสพเสนาสนะอันสงัดอันตั้งอยู่ในป่าและราวป่า ย่อมเรียกร้องเอาอกุศลเพราะเหตุโทษ ๑๖ ข้อนั้นมาเป็นความกลัวและสิ่งที่น่ากลัวและสิ่งที่น่ากลัว . แต่พระองค์ ( พระโพธิสัตว์ ) ไม่มีโทษ ๑๖ ข้อนั้น ทรงเห็นความสมบูรณ์ ( อันตรงกับข้ามกับโทษ ๑๖ ข้อในพระองค์ ) จึงมีขนตก ( ไม่หวาดกลัว ไม่ขนพอง ) อยู่ป่าได้ดีผู้หนึ่งในพระอริยเจ้าผู้เสพเสนาสนะอันสงัดอันตั้งอยู่ในป่าทั้งหลาย.
การเผชิญความกลัว

ครั้นแล้วทรงแสดงถึงความคิดของพระองค์ ( เมื่อก่อนตรัสรู้ ) ต่อไปอีกว่า เมื่อถึงวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ ควรทดลองอยู่ในเสนาสนะที่น่ากลัวน่าขนพองสยองเกล้า เช่น สวน , ป่า , ต้นไม้ ที่คนเข้าใจว่าศักดิ์สิทธิ์. เพื่อจะได้เห็นความกลัวและสิ่งที่น่ากลัว. เมื่อทดลองเข้าไปสู่ที่เช่นนั้น เมื่อสัตว์เดินมานกยูงทำกิ่งไม้ตกลงมา หรือลมพัดถูกเศษใบไม้ เราก็คิดว่า ความกลัวและสิ่งที่น่าากลัวกำลังมา และมาในขณะที่เราอยู่ในอาการใด เช่น กำลังเดิน , ยืน , นั่งหรือนอน เราก็จะอยู่ในอาการนั้น ไม่เปลี่ยนอาการเป็นอย่างอื่นขจัดความกลัวและสิ่งที่น่ากลัวให้จงได้ แล้วเราก็ทำตามที่คิดนั้น.

บางพวกหลงวันหลงคืน สมณพราหมณ์บางพวกก็หลงกลางคืนว่าเป็นกลางวัน หลงกลางวันว่าเป็นกลางคืน แต่พระองค์มิได้เป็นเช่นนั้น.
ทรงแสดงข้อปฏิบัติของพระองค์

ครั้นแล้วทรงแสดงข้อปฏิบัติของพระองค์ คือการตั้งสติจนมีอารมณ์เป็นอันเดียว ได้ฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ แล้วทรงได้วิชชาและแสงสว่าง ประเภทระลึกชาติได้ในยามที่ ๑ ประเภททิพย์จักษุ เห็นการเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายในยามกลาง , ประเภททำอาสวะให้สิ้นในยามสุดท้าย. แล้วตรัสสรูปในที่สุดว่า อาจมีผู้คิดว่าพระองค์ยังไม่หมดราคะ โทสะ โมหะ จึงต้องเสพเสนะสนะอันสงัดอันตั้งอยู่ในป่า ซึ่งไม่ควรคิดเช่นนั้น. พระองค์ทรงเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ อย่าง จึงเสพเสนาสนะอันสงัดอันตั้งอยู่ในป่า คือ : ๑. ความอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของพระองค์ ๒. ทรงมุ่งอนุเคราะห์คนรุ่นหลัง ( เพื่อให้ถือเป็นตัวอย่าง ). ชาณุสโสณิพราหมณ์ก็รับรองว่า ทรงอนุเคราะห์คนรุ่นหลังอย่างแท้จริง แล้วประกาศความเลื่อมใสในพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต.

เล่มที่ ๑๒ ชื่อมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (เป็นสุตตันตปิฎก)
http://www.larnbuddhism.com/tripitaka/prasuttanta/4.html

สักกปัญหสูตร

สิ่งที่ควรเกี่ยวข้องและไม่ควร

พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ถ้ำอินทสาละ พระอินทร์ได้
เข้าไปเฝ้า แล้วทูลถามปัญหาหลายข้อ ปัญหาข้อหนึ่งมีใจความว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็ภิกษุปฏิบัติอย่างไร จึงจะชื่อว่าปฏิบัติ
แล้วเพื่อความสำรวมอินทรีย์?"
พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบว่า
" จอมเทพ ! อาตมภาพกล่าวถึงรูป ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยนัยน์ตา โดย
แยกเป็น ๒ คือ รูปที่ควรดูก็มี รูปที่ไม่ควรดูก็มี
กล่าวถึงเสียง ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู โดยแยกออกเป็น ๒ คือ เสียงที่
ควรฟังก็มี เสียงที่ไม่ควรฟังก็มี
กล่าวถึงกลิ่น ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก โดยแยกออกเป็น ๒ คือ
กลิ่นที่ควรดมก็มี กลิ่นที่ไม่ควรดมก็มี
กล่าวถึงรส ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น โดยแยกออกเป็น ๒ คือ รส
ที่ควรลิ้มก็มี รสที่ไม่ควรลิ้มก็มี
กล่าวถึงสัมผัส ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย โดยแยกออกเป็น ๒ คือ
กายที่ควรสัมผัสก็มี กายที่ไม่ควรสัมผัสก็มี"
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเพียงเท่านี้ พระอินทร์ก็ได้ทูลว่า ตนได้
เข้าใจเนื้อความถึงสิ่งที่ควรเกี่ยวข้อง และไม่ควรเกี่ยวข้องแล้วว่า
เมื่อบุคคลใดเกี่ยวข้องกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์
ใดแล้ว เป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกเจริญขึ้น แต่กุศลธรรมอันดีงาม
เสื่อมลง สิ่งนั้นบุคคลไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
แต่ถ้าบุคคลใด เข้าไปเกี่ยวข้องกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
และอารมณ์ใดแล้ว เป็นเหตุให้กุศลธรรมเจริญขึ้น แต่อกุศลธรรมเสื่อมลง
สิ่งนั้นบุคคลควรเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย.
สักกปัญหสูตร ๑๐/๒๔๙


จากคุณ : morning_glory [ 15 ต.ค. 2542 / 10:58:06 น. ]
[ IP Address : 203.149.33.252 ]
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/000538.htm

 

อินทรียภาวนาสูตร

ความเป็นผู้สำรวมอินทรีย์

พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าไผ่ นิคมกัชชังคา ได้ตรัส
กะพระอานนท์ ถึงการฝึกหัดสำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
และใจ เมื่อกระทบอารมณ์ภายนอกแล้ว ควรจะปฏิบัติอย่างไร พอสรุปเป็น
ใจความได้ว่า
เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายได้
ถูกต้องสัมผัส และใจได้กระทบอารมณ์เกิดขึ้นแล้ว
เกิดความชอบใจ หรือไม่ชอบใจ ปรุงขึ้นในจิตแล้ว ยังหยาบอยู่
สิ่งที่ละเอียดคืออุเบกขา ความวางเฉยในอารมณ์เหล่านั้น มีอุเบกขาตั้งมั่น
ไม่ให้ความชอบหรือความชังเกิดขึ้นได้
เมื่อฝึกหัดได้เร็วฉับพลัน ก็จะตัด
อารมณ์นั้นๆ ได้ เหมือนคนตาดีกระพริบตา ฉะนั้น
นี่เป็นการเจริญอินทรีย์ ๖ ชนิดที่ไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า ในวินัยของ
พระอริยะ
ในท้ายสูตร ทรงสอนให้ภิกษุปฏิบัติ เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ...
แล้ว ให้รู้สึกอึดอัด เบื่อหน่ายในความชอบและความชัง ในอารมณ์นั้นๆ
ให้เห็นเป็นความสวยงาม และความปฏิกูล แล้ววางเฉยเสียอย่างมี
สติสัมปชัญญะ ท้ายสุดได้ตรัสว่า
"อานนท์ ! นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน
อย่าได้ประมาท อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนใจในภายหลังเลย
นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ" อินทรียภาวนาสูตร ๑๔/๔๖๕
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/000538.htm

วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ติรัจฉานกถา


๑๐. ติรัจฉานกถาสูตร
ว่าด้วยการพูดติรัจฉานกถา

... พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ...
 
[๑๖๖๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงอย่าพูดติรัจฉานกถา ซึ่งมีหลายอย่าง คือ ...
พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอมาตย์ เรื่องกองทัพ
เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน
เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร
เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ
เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล
เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้นๆ
ข้อนั้นเพราะเหตุไร ...

เพราะถ้อยคำที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ไม่เป็นพรหมจรรย์เบื้องต้น
ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ
ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน

ก็เมื่อเธอทั้งหลายจะพูด พึงพูดว่า
นี้ทุกข์  นี้ทุกขสมุทัย  นี้ทุกขนิโรธ  นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
ข้อนั้นเพราะเหตุไร ...

เพราะถ้อยคำนี้ประกอบด้วยประโยชน์
เป็นพรหมจรรย์เบื้องต้น

ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย
ความคลายกำหนัด ความดับ
ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์  นี้ทุกขสมุทัย  นี้ทุกขนิโรธ  นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

จบติรัจฉานกถาสูตรที่ ๑๐
จบสมาธิวรรคที่ ๑



วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เกสีสูตร

เกสีสูตร
 
 
ว่าด้วยเรื่องนายเกสีผู้ฝึกม้า
 
[๑๑๑] ครั้งนั้นแล สารถีผู้ฝึกม้าชื่อเกสี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามว่า ดูก่อนเกสี ท่านอัน

ใคร ๆ ก็รู้กันดีแล้วว่าเป็นสารถีผู้ฝึกม้า ก็ท่านฝึกหัดม้าที่ควรฝึกอย่าง

ไร สารถีผู้ฝึกม้าชื่อเกสีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์

ฝึกหัดม้าที่ควรฝึกด้วยวีธีละม่อมบ้าง รุนแรงบ้าง ทั้งละม่อมทั้งรุนแรง

บ้าง.

พ. ดูก่อนเกสี ถ้าม้าที่ควรฝึกของท่านไม่เข้าถึงการฝึกหัด

ด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง ท่านจะทำ

อย่างไรกะมัน ?

เกสี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าม้าที่ควรฝึกของข้าพระองค์

ไม่เข้าถึงการฝึกหัดด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อม

ทั้งรุนแรง ก็ฆ่ามันเสียเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะคิดว่าโทษ

มิใช่คุณอย่าได้มีแก่สกุลอาจารย์ของเราเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญก็

พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสารถีฝึก บุรุษชั้นเยี่ยม ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงฝึกบุรุษที่ควรฝีกอย่างไร.
. ดูก่อนเกสี เราแล ย่อมฝึกบุรุษที่ควรฝึกด้วยวิธีละม่อม

บ้าง รุนแรงบ้าง ทั้งละม่อมทั้งรุนแรงบ้าง ดูก่อนเกสี ในวิธีทั้ง ๓ นั้น

การฝึก ดังต่อไปนี้ เป็นวิธีละม่อม คือ กายสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่ง

กายสุจริตเป็น ดังนี้ วจีสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีสุจริตเป็นดังนี้

มโนสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมุโนสุจริตเป็นดังนี้ เทวดาเป็นดังนี้

มนุษย์เป็นดังนี้ การฝึกดังต่อไปนี้เป็นวิธีรุนแรง คือกายทุจริตเป็นดัง

นี้ วิบากแห่งกายทุจริตเป็นดังนี้ วจีทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจี

ทุจริตเป็นดังนี้ มโนทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมโนทุจริตเป็นดังนี้

นรกเป็นดังนี้ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเป็นดังนี้ ปิตติวิสัย เป็นดังนี้ การ

ฝึกดังต่อไปนี้ เป็นวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง คือ กายสุจริต เป็นดังนี้

วิบากแห่งกายสุจริตเป็นดังนี้ กายทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งกายทุจริต

เป็นดังนี้ วจีสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีสุจริตเป็นดังนี้ วจีทุจริต

เป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีทุจริตเป็นดังนี้ มโนสุจริตเป็นดังนี้ วิบาก

แห่งมโนสุจริตเป็นดังนี้ มโนทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมโนทุจริตเป็น

ดังนี้ เทวดาเป็นดังนี้ มนุษย์เป็นดังนี้ นรกเป็นดังนี้ กำเนิดสัตว์

ดิรัจฉานเป็นดังนี้ ปิตติวิสัยเป็นดังนี้.

เกสี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุรุษที่ควรฝึกของพระองค์

ไม่เข้าถึงการฝึกด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้ง

รุนแรง พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทำอย่างไรกะเขา ?

พ. ดูก่อนเกสี ถ้าบุรุษที่ควรฝึกของเราไม่เข้าถึงการฝึกด้วย

วิธีละม่อมด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง เราก็ฆ่าเขาเสีย

เลย

เกสี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปาณาติบาตไม่สมควรแก่พระ

ผู้มีพระภาคเจ้าเลย ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส

อย่างนี้ว่า ฆ่าเขาเสีย ?
พ. จริง เกสี ปาณาติบาตไม่สมควรแก่ตถาคต ก็แต่ว่าบุรุษ

ที่ควรฝึกใด ย่อมไม่เข้าถึงการฝึกด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วย

วิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง ตถาคตไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝึกนั้นว่า ควรว่า

กล่าว ควรสั่งสอน แม้สพรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนก็ย่อมไม่สำคัญว่า

ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน ดูก่อนเกสี ข้อที่ตถาคต ไม่สำคัญบุรุษ

ที่ควรฝีกว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน แม้สพรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนทั้ง

หลายก็ไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน นี้เป็นการฆ่าอย่างดี ใน

วินัยของพระอริย.
 
เกสี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่พระตถาคตไม่สำคัญบุรุษที่

ควรฝึกว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน แม้สพรหมจารีผู้วิญญูชนก็ไม่

สำคัญว่า ควรว่ากล่าวควรสั่งสอน นั่นเป็นการฆ่าอย่างดีแน่นอน ข้า

แต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้

เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศ

ธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด

บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมี

จักษุจักเห็นรูปฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระ

ผู้มีพระภาคเจ้ากับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระ

ผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอด

ชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
 
 
 
 
 
จบเกสีสูตรที่ ๑
 
ข้อมูลจาก
 

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อกิตติชาดก

อกิตติชาดก
ว่าด้วย อกิตติดาบสขอพรท้าวสักกะ


อกิตติชาดก (๒๗/๓๓๗) ท่านแนะให้ดูคนพาล
หรือ คนชั่วที่ ๕ จุด นับว่าเข้าทีและเป็นไปได้ คือ

- คนพาลชอบชักแนะนำในทางที่ผิด
- คนพาลมักชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระหน้าที่ของตน
- คนพาลมักจะเห็นผิดเป็นชอบ
- คนพาลแม้เราหรือใคร ๆ พูดดี ๆ ก็โกรธ
- คนพาลไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัยหรือกฎหมาย



*ธุระ
undertakingกิจการ, งาน, ธุระ, ภาระ, การจัดงานศพ
engagementการสู้รบ, การหมั้น, การนัดหมาย, ข้อตกลง, ธุระ, การว่าจ้าง
behalfตัวแทน, ประโยชน์, ธุระ
concernกังวล, ห่วง, ภาระ, อาทร, ธุระ, ความอาทร
affairเรื่อง, ธุรกิจ, ราชการ, การงาน, กิจ, ธุระ
*หน้าที่
dutyหน้าที่, ภาษี, อากร, วัตร, ส่วย, ความเคารพ
roleบทบาท, หน้าที่, ภารกิจ
chargeค่าธรรมเนียม, หน้าที่, ภาระ, ความรับผิดชอบ, การฟ้องร้อง, มูลค่า
missionหน้าที่, คณะทูต, คณะผู้สอนศาสนา, การเผยแพร่ศาสนา, งานที่ได้รับมอบหมายไป
colorสี, สีสัน, สีหน้า, ผิว, ลักษณะ, หน้าที่
capacityความจุ, ความสามารถ, ฐานะ, สมรรถนะ, อัตรา, หน้าที่
postไปรษณีย์, เสา, ตำแหน่งงาน, หน้าที่, ที่มั่น, ตำแหน่งหน้าที่
incumbencyหน้าที่, ภาระกิจ, การวาง
partส่วนหนึ่ง, ส่วน, ตอน, ชิ้น, บทบาท, หน้าที่
bondพันธบัตร, ข้อผูกมัด, เครื่องพันธนาการ, สายใย, เยื่อใย, หน้าที่
placeสถาน, สถานที่, ที่, ตำแหน่ง, ตอน, หน้าที่
businessงาน, การค้า, ธุระกิจ, กิจการค้า, สถานประกอบการ, หน้าที่

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?book=27&item=1814
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2011/05/Y10557962/Y10557962.html

วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สัพพาสวสังวรสูตร





สัพพาสวสังวรสูตร สูตรว่าด้วยการสำรวมระวังอาสวะทุกชนิด



พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนารามของอนาถปิณฑิกคฤหบดี ใกล้กรุงสาวัตถี ตรัสเทศนาเรื่องการสำรวมระวังอาสวะทุกชนิด มี ๗ หลักการใหญ่ คืออาสวะที่พึงละได้ด้วย

๑. การเห็น

๒. การสำรวมระวัง

๓. การส้องเสพ

๔. การอดทน

๕. การงดเว้น

๖. การบันเทา

๗. การอบรม พร้อมมทั้งรายละเอียด ( พระสูตรนี้แปลไว้ละเอียดแล้วที่ข้อความน่ารู้จากพระไตรปิฎก หมายเลข ๑๑๗ )


http://www.puthakun.org/puthakun/index.php?option=com_content&view=article&id=883:2012-08-24-00-49-25&catid=142:2012-08-23-22-06-56

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มงคลสูตร



มงคลสูตร




ณ พระเชตวันวิหาร เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ท้าวสักกะให้เทวดาองค์หนึ่งมากราบทูลถวายพระพุทธองค์ว่า “เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี ได้พากันคิดมงคลทั้งหลายมาเป็นเวลาถึง ๑๒ ปี ก็ยังไม่เป็นที่ตกลงกันได้ ขอพระพุทธองค์ตรัสบอกมงคลอันสูงสุดว่าคืออย่างไร เพื่อนำประโยชน์สุขมาให้โดยส่วนเดียวแก่ชาวโลกทั้งปวง”




พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระคาถาตอบว่า “การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ๑ การอยู่ในประเทศอันสมควร ๑ ความเป็นผู้มีบุญอันทำไว้แล้วในกาลก่อน ๑ การตั้งตนไว้ชอบ ๑ พาหุสัจจะ ๑ ศิลปะ ๑ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาสุภาษิต ๑ การบำรุงบิดา ๑ การบำรุงมารดา ๑ การสงเคราะห์บุตรภรรยา ๑ การงานอันไม่อากูล ๑ ทาน ๑ การประพฤติธรรม ๑ การสงเคราะห์ญาติ ๑ กรรมอันไม่มีโทษ ๑ การงดเว้นจากบาป ๑ ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๑ ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๑ ความเคารพ ๑ ความประพฤติถ่อมตน ๑ ความสันโดษ ๑ ความกตัญญู ๑ การฟังธรรมตามกาล ๑ การสนทนาธรรมตามกาล ๑ ความเพียร ๑ พรหมจรรย์ ๑ การเห็นอริยสัจ ๑ การกระทำนิพพานให้แจ้ง ๑ จิตอันไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ๑ ไม่เศร้าโศก ๑ ปราศจากธุลี ๑ จิตเกษม ๑




นี้เป็นอุดมมงคล เป็นมงคลอันสูงสุด ๓๘ ประการ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประพฤติมงคลเช่นนี้แล้ว จะเป็นผู้ไม่ปราชัยในข้าศึกทุกหมู่เหล่า ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ”
 
 

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

นันทิสูตร


                            

ว่าด้วยผู้ไม่มีความยินดี

[๒๖] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า คนมีบุตรย่อมยินดีเพราะบุตรทั้ง- หลาย คนมีโคย่อมยินดีเพราะโคทั้งหลาย เหมือนกันฉะนั้น เพราะอุปธิเป็นความดี ของคน บุคคลใดไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่มี ยินดีเลย. [๒๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลมีบุตร ย่อมเศร้าโศกเพราะ บุตรทั้งหลาย บุคคลมีโค ย่อมเศร้าโศก เพราะโคทั้งหลายเหมือนกันฉะนั้น เพราะ อุปธิเป็นความเศร้าโศกของคน บุคคลใด ไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่เศร้าโศกเลย.


http://palungjit.com/tripitaka/default.php?cat=2400044

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

โอฆตรณสูตร


 


เทวตาสังยุต
นฬวรรคที่  ๑
๑.  โอฆตรณสูตร
ว่าด้วยการข้ามโอฆะ
 
ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์    ข้าพระองค์ขอทูลถาม
พระองค์ข้ามโอฆะได้อย่างไร.

 
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า  ท่านผู้มีอายุ  เราไม่พักอยู่  ไม่เพียรอยู่
ข้ามโอฆะได้แล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า    ท่านผู้มีอายุ  เมื่อใด   เรายังพักอยู่   เมื่อนั้น    เรายังจมอยู่โดยแท้
เมื่อใดเรายังเพียรอยู่   เมื่อนั้น   เรายังลอยอยู่โดยแท้    ท่านผู้มีอายุ    เราไม่พัก
เราไม่เพียร    ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล.

http://www.dhammahome.com/front/tipitaka/show.php?id=24



พระสุตตันตปิฎก


สังยุตตนิการ  สคาถวรรค


เล่มที่  ๑


ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธพระองค์นั้น

มัจฉริสูตร



                    
                       ฯ ล ฯ

                           คนตระหนี่กลัวภัยใดย่อมให้ทานไม่-

                   ได้  ภัยนั้นนั่นแลย่อมมีแก่คนตระหนี่ผู้ไม่

                  ให้ทาน   คนตระหนี่ย่อมกลัวความหิวและ

                   ความกระหายใด   ความหิวและความกระ-

                   หายนั้นย่อมถูกต้องคนตระหนี่นั้นนั่นแลผู้

                   เป็นพาลทั้งในโลกนี้       และในโลกหน้า 

                   ฉะนั้น บุคคลควรกำจัดความตระหนี่   อัน

                   เป็นสนิมในใจ ให้ทานเถิด   เพราะบุญทั้ง

                   หลาย  ย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายใน

                   โลกหน้า.

                                           ฯ ล ฯ             
ข้อมูลจาก
webdh
วันที่ 30 มี.ค. 2550
http://www.dhammahome.com/front/webboard/show.php?id=3240

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

องคุลิมาลสูตร

ท่านองคุลิมาล จอมโจรผู้กลับใจมาบวช และได้เป็นพระอรหันต์ ในอรรถกถาธรรมบทเล่าว่า องคุลิมาลเป็นผู้มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในพุทธกาล เพราะเป็นนายโจรใหญ่รังควานเส้นทางค้าขายที่มาสู่นครสาวัตถี พระพุทธองค์เสด็จไปกลับใจจอมโจรจนยอมบวช เมื่อบวชแล้วก็ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติธรรม ทำให้พระบรมศาสดาได้รับความสรรเสริญจากพระเจ้าปเสนทิโกศลและประชาชนว่า ทรงสามารถเอาชนะคนที่ร้ายกาจที่สุดด้วยอานุภาพแห่งความเมตตา



ในองคุลิมาลสูตรเล่าว่า องคุลิมาลโจรได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล ได้มีความดำริว่า “น่าอัศจรรย์จริง ๆ ไม่เคยมีเลย พวกบุรุษสิบคนก็ดี ยี่สิบคนก็ดี สามสิบคนก็ดี สี่สิบคนก็ดี ก็ยังต้องรวมเป็นพวกเดียวกันเดินทางนี้ แม้บุรุษพวกนั้นยังถึงความพินาศเพราะมือเรา สมณะนี้ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนชะรอยจะมาข่ม ถ้ากระไรเราพึงปลงสมณะเสียจากชีวิตเถิด” ครั้นแล้ว องคุลิมาลโจรถือดาบและโล่ห์ผูกสอดแล่งธนู ติดตามพระผู้มีพระภาคไปทางพระปฤษฎางค์ พระผู้มีพระภาคทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร โดยประการที่องคุลิมาลโจรจะวิ่งจนสุดกำลังก็ไม่อาจทันพระองค์ผู้เสด็จไปตามปกติ



องคุลิมาลโจรคิดว่า “น่าอัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยมีเลยด้วยว่าเมื่อก่อนแม้ช้างกำลังวิ่ง ม้ากำลังวิ่ง รถกำลังแล่น เนื้อกำลังวิ่ง เราก็ยังวิ่งตามจับได้ แต่ว่าวันนี้เราวิ่งจนสุดกำลังยังไม่อาจทันสมณะนี้ซึ่งเดินไปตามปกติได้” ดังนี้ จึงหยุดยืนกล่าวกับพระผู้มีพระภาคว่า “จงหยุดก่อนสมณะ จงหยุดก่อนสมณะ” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เราหยุดแล้ว องคุลิมาล ท่านเล่าจงหยุดเถิด”
 

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

เกสปุตตสูตร (กาลามสูตร)

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย และท่านทั้งหลายเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในฐานะที่ควรแล้ว มาเถิดท่านทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายอย่าได้เชื่อถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำสืบๆ กันมา อย่าได้เชื่อถือ โดยตื่นข่าวว่าได้ยินอย่างนี้ {น.๑๘๐}อย่าได้เชื่อถือ โดยอ้างตำรา อย่าได้เชื่อถือโดยเดาเอาเอง อย่าได้เชื่อถือโดยคาดคะเน อย่าได้เชื่อถือโดยความตรึกตามอาการ อย่าได้เชื่อถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฏฐิของตัว อย่าได้เชื่อถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ อย่าได้เชื่อถือ โดย ความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา

 ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟัง.....อย่าได้ยึดถือโดยนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา  เมื่อใด
  ท่านทั้งหลายพึงรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล  ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน  ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้ สมบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ เมื่อนั้นท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย

คัดมาบางส่วนจาก

http://www.navy.mi.th/newwww/code/special/budham/tp/tp200366.htm


วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อนุมานสูตร






ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย หากภิกษุพิจารณาอยู่ เห็นชัดอกุศลธรรมอันชั่วช้าเหล่านี้ทั้งหมด
ที่ยังละไม่ได้ในตน ภิกษุนั้นก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้าทั้งหมดเหล่านั้น หาก
พิจารณาอยู่ เห็นชัดอกุศลธรรมอันชั่วช้าทั้งหมดเหล่านี้ ที่ละได้แล้วในตน ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วย
ปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.


อนุมานสูตร

ธรรมที่ทำให้เป็นผู้ว่ายาก 16 ประการ

เป็นผู้มีความปรารถนาลามก
เป็นผู้ยกตนข่มผู้อื่น
เป็นผู้มักโกรธ มีความโกรธครอบงำแล้ว
เป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธ
เป็นผู้มักโกรธ มักระแวง
เป็นผู้มักโกรธ เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ
เมื่อภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับโต้เถียงโจทก์
เมื่อภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับรุกรานโจทก์
เมื่อภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับเอาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อนพูดนอกเรื่อง แสดงความโกรธ ความมุ่งร้าย ความไม่เชื่อฟังปรากฏ
เมื่อภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ไม่พอใจตอบในความประพฤติ
เมื่อภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับปรักปรำโจทก์
ภิกษุเป็นผู้ลบหลู่ ตีเสมอ
ภิกษุเป็นผู้ริษยา ตระหนี่
ภิกษุเป็นผู้โอ้อวด เจ้ามายา
ภิกษุเป็นผู้กระด้าง ดูหมิ่นผู้อื่น
ภิกษุเป็นผู้ถือแต่ความเห็นของตน ถือรั้นถอนได้ยาก
สูตร, ตำรา, หลักเกณฑ์, กฎ, มาตรฐาน

ข้อมูลเพิ่มhttp://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=12&A=3185&Z=3448